รวมหนังทุกตอน


The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย

ตัวอย่าง The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย

ดูหนังออนไลน์ The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย
ปีที่ฉาย :

เสียง : เสียงไทย

ดูหนังออนไลน์ฟรี The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย on IMDb5.6/10 เวลาฉาย : 90 HD

ดูหนัง The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย

ดูหนัง The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย ไม่กี่วันที่ผ่านมา เราได้เปิดไปเจอกับหนังเรื่องหนึ่งใน Netflix เจาะจงไว้คือปี 2020 ซึ่งโปสเตอร์หนังรวมถึงชื่อของหนังมีความดึงดูดสายตาพวกเรามากๆนั้นเป็น “The Last Shift กะท้ายที่สุด (2020)” ซึ่งเป็นรูปของคนต่างวัยสองคนกำลังยื่นคู่กันและก็ภายหลังก็อยากจะมารีวิวให้เพื่อนฝูงๆได้ดูกันว่าเป็นหนังแนวไหน ความสนุก หรือข้อคิดที่ได้เรื่อง หากพร้อมแล้วก็ไปดูกันค่ะ

เรื่องราวมีต้นเหตุจาก ‘สแตนลี่ย์’

หนุ่มวัยแก่สถานที่ทำงานให้กับร้านค้า Oscar’s ร้านอาหาร Fast Food แห่งหนึ่งที่เป็นเวลานานมากถึง 38 ปีรวมทั้งเขากำลังจะลาออก เมื่อก่อนที่จะลาออกแล้วก็ได้เงินเดือน เขามีเงื่อนไขก็คือจำเป็นที่จะต้องสอนงานให้กับเด็กใหม่ก่อน นั้นคือ ‘เจวอน’ หนุ่มน้อยที่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติงานเพราะเหตุว่าเขานั้นควรต้องคุมการกระทำ

ด้วยเหตุว่าเคยติดคุกมา โดยสแตนลี่ย์กับเจวอน ค่อนจะมีนิสัยที่แตกต่างกันมาก สแตนลี่ย์ เขามีความเป๊ะ ทุ่มเทให้กับร้านนี้ เรียกว่าทำทุกหน้าในร้านค้า ตัดภาพไปที่เจวอน เขาเป็นสายชิลๆทำให้ทั้งสองทะเลาะกันอยู่เป็นประจำโดยเรื่องราวก็ดำเนินไปอย่างนี้เรื่อยๆจนกว่ามีเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นกับสแตนลี่ย์ทำให้เขานั้น Blame เจวอน ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรไม่ถูกเลย จากสถานะการณ์หนึ่งทำพาจิตใจของสแตนลี่ย์หลงทำอะไรที่มันไม่ถูกมากมายๆแม้กระนั้นเขาไม่รู้เรื่องเลยว่าสิ่งที่ทำจะมีผลกระทบไปสู่เจวอน

รีวิวเรื่องหนัง The Last Shift

ส่วนตัวเราขอเรียกหนังเรื่อง The Last Shift เป็นหนังที่เบาสมอง มองไปได้แบบเรื่อยๆหากแม้เวลาที่พวกเราอ่านเรื่องย่อสั้นๆของทาง Netflix ได้ Discription ไว้สั้นๆได้ดูน่าสนใจน่าสนใจมากมาย ซึ่งผู้คนจำนวนมากที่ได้ดูบางครั้งอาจจะคิดว่ามันคงจะมีข้อคิดเตือนใจอะไรแอบแฝงอยู่มากมายก่ายกอง

เพราะเกิดเรื่องราวของคนสองคนที่ต่างวัยกัน อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการแลกเปลี่ยนทัศนคติกัน ทำนองนั้น แม้กระนั้นเรื่องนี้ส่วนตัวแล้วมีความรู้สึกว่าดูเหมือนจะเป็นศูนย์ละจ้ะ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากประเด็นนี้ก็เป็นในเรื่องของ ‘Safe Zone’ ของสแตนลี่ย์ ที่มีหลายๆเหตุการณ์ที่เขาชอบคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันดีแล้วหนิ (ถึงแม้ว่ามันบางทีอาจจะดีได้มากกว่านี้มากไม่น้อยเลยทีเดียว)

หรือในเหตุที่เขาวางแผน ‘มีความคิดว่า’ จะทำแม้กระนั้นสุดท้ายกลับลำแบบง่ายๆทำให้ชีวิตของเขาดูไม่ค่อยจะมีเป้าหมายสักเท่าไหร่ตรงข้ามกับเจวอน ชายหนุ่มที่เคยติกคุกมา หนำซ้ำแล้วเรื่องราวต่างๆภายหลังที่เขาได้กลับมาบ้านก็กลับแย่ลงเรื่อยแต่ว่าน้อยฉากมากที่จะมองเห็นเขาท้อใจหรือท้อใจในตนเอง

ชีวิตของเขากลับกลายไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งยังทางข้างหน้าที่การงานหรือทางครอบครัวเอง ซึ่งจากฉากนี้ก็แอบแฝงข้อคิดเตือนใจไว้ว่าวันหนึ่งที่พวกเราเลือกเดินทางผิด The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย ไม่มีอะไรสายที่เราจะปรับปรุงหรือทำมันให้ดีขึ้นได้ สำหรับเรื่องนี้เราคงขอนิยามด้วยประโยคสั้นๆอย่าง ‘ดีแต่ไม่สุด’

เนื่องจากเค้าโครงเรื่องดูมีความน่าสนใจมากๆรู้สึกว่าทำได้ดียิ่งกว่านี้ อย่างฉากที่สแตนลี่ย์แลพเจวอนคุยกัน ในบางฉากการสนทนาเสมือนจะเข้าด้ายเข้าเข็ม แม้กระนั้นหนังเลือกที่จะตัดบทไปแบบเฉยๆแม้ว่าเรื่องที่คุยมันสามารถนำไปต่อยอดอะไรที่อยู่ในเรื่องได้อีกเยอะมาก หรือให้แง่คิดกับคนดู

สำหรับสิ่งที่ชอบในเรื่องนี้ก็อาจจะเป็น ‘ตัวนักแสดง’

นั้นคือนักแสดงชื่อดังที่กวาดรางวัลมาแล้วเยอะแยะเยอะแยะอย่าง Richard Jenkinsแล้วก็ Shane Paul McGhie ที่ขอเรียกว่าเป็นความแตกต่างที่แสนพอดี ทั้งคู่รับบทบาทกันไปมาได้ดิบได้ดี อย่างฉากที่มีดราม่าทะเลาะกัน ทั้งคู่ก็แสดงออกมาทางสายตารับกันไปได้ดูสมจริงมากมายๆทั้งยังเรื่อง Mood and tone

ข้างในเรื่องเฉพาะบุคคลพวกเรานั้นถูกใจมากมายๆเพราะว่าทำให้เล่นกับ Emotional ของคนดูได้ดีมากๆเลยทีเดียวละค่ะ ยกตัวอย่างฉากในที่สุดที่อารมณ์แบบต่างคนต่างแยกย้ายไปมีชีวิตของตนก็จะมีฝนตกโปรยปรายลงมาทำให้ระดับความเศร้าก็เพิ่มสูงมากขึ้นแบบไม่รู้ตัว

ตอนที่ผมดูหนังประเด็นนี้จบ ช่วงที่ End Credits กำลังขึ้น

ผมพบว่าตัวเองกำลังผงกศีรษะเบาๆเหมือนกับกำลังรู้เรื่องอะไรบางอย่างเกี่ยวกับหนังหัวข้อนี้ และขณะเดียวกันการผงกศีรษะที่ว่าก็มาจากความรู้สึกของผมเป็นที่ยอมรับหนังประเด็นนี้ในระดับหนึ่งโอเค… สิ่งแรกเลยคือหนังมันไม่ตรงกับที่ผมคิดไว้ คือผมอ่านเรื่องย่อมันจะประมาณว่าเป็นเรื่องของสแตนลี่ย์ (Richard Jenkins)

พนักงานร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งสถานที่ทำงานมา 38 ปีและก็กำลังจะออกจากงาน รวมทั้งมีพนักงานใหม่เข้ามานามว่าเจวอน (Shane Paul McGhie) ซึ่งสแตนลี่ย์ก็จะต้องปฏิบัติหน้าที่สอนงานให้กับเด็กใหม่ก่อนที่จะเขาจะเกษียณตนเองไปจากเรื่องย่อมันทำให้ผมคิดไปว่าตนเองกำลังจะได้ดูหนังชนิด “คนสองสาวใช้เวลาร่วมกันในคืนๆหนึ่ง”

ประเภทว่ามาคุยกัน แลกเปลี่ยนมุมมองหรือประสบการณ์ชีวิตกัน The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย อารมณ์ประมาณ Before Sunrise หรือ Before We Go แต่เป็นเวอร์ชั่นหนึ่งชายเฒ่าและก็หนึ่งหนุ่มน้อยที่คนหนึ่งกำลังจะเลิกการทำงาน ส่วนอีกคนเพิ่งจะเริ่มงานตรงนี้แต่ว่ามันไม่ใช่ขอรับ เรื่องไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตัวหนังมิได้เดินเรื่องในคืนเดียว

แต่ดำเนินเรื่องไปแบบยาวนานหลายวันหลายคืน ถ้าพูดให้ชัดก็เป็นว่าหนังเล่าถึงตอนอาทิตย์สุดท้ายของสแตนลี่ย์ในการดำเนินงานที่ร้านค้าขอรับ แล้วเขาก็มีบทบาทสอนเจวอนในกลางคืน (เนื่องจากพวกเขาทำงานกะกลางคืน) ศูนย์กลางวันอีกทั้งสแตนลี่ย์และเจวอนก็ไปดำรงชีวิตของตนเอง

อย่างสแตนลี่ย์ก็กำลังวางแผนจะดูแลแม่ของเขาหลังออกจากงาน ส่วนเจวอนก็กำลังก่อร่างสร้างชีวิตใหม่ ด้วยเหตุว่าก่อนหน้าที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะจำคุกมานะครับ เลยต้องเริ่มต้นอะไรต่อมิอะไรใหม่ในสังคมที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็ไม่ค่อยจะวางใจในตัวเขา ตั้งแต่คนในสถานที่ทำงานยันแฟนของเขาที่ก็ไม่ค่อยจะเชื่อในตัวเจวอนเช่นกัน

หากถามว่าเสียดายไหมที่หนังไม่เป็นแบบที่คิด? ดูหนัง The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย

ก็สารภาพว่ามีบ้างครับผม ด้วยเหตุว่าจริงๆพล็อตแบบนี้มันเอื้อให้ 2 ดารายอดนิยมแสดงความสามารถและสามารถแทรกสอดประเด็นต่างๆใส่ลงไปผ่านการพูดคุยกันได้อย่างดี ยิ่งผู้แสดงคนหนึ่งเป็นคนชราสถานที่สำหรับทำงานในร้านค้านี้มาตั้ง 38 ปี กับเด็กหน้าใหม่ที่ไม่ได้พอใจงานนี้ด้วย แค่นี้ก็มีประเด็นให้แลกเปลี่ยนกันเยอะแยะแล้วนะครับ อย่างการให้สแตนลี่ย์เผยความรู้สึกเกี่ยวกับงาน เกี่ยวกับที่เขาทำมานานแล้วมันกำลังจะจบลง

และให้เด็กรุ่นใหม่เสนอมุมมองตัวเองสะท้อนกลับไป ผมว่าอะไรเหล่านี้น่าสนใจอยู่นะจริงๆในหนังก็มีฉากที่พวกเขาคุยกันขณะที่กำลังทำงานบ้างน่ะครับผม บางจังหวะก็ทำเป็นไม่เลว แต่ว่าส่วนใหญ่มันค่อนข้างจะเรื่อยๆมิได้มีประเด็นการเสวนาที่กระจ่างแจ้งอะไรนัก จริงๆบางช่วงก็มีการตั้งประเด็นที่น่าสนใจนะครับ แต่ว่าหนังเลือกที่จะจบฉากนั้นลงในเวลาอันสั้น แทนที่พวกเขาจะได้คุยเปลี่ยนกันก็แปลงเป็นแยกย้ายกันไปไม่ได้สานต่อการสนทนา ตัดมาอีกครั้งก็ตอนเวลาเช้าเลยอะไรทำนองนั้น

สรุปอย่างคร่าวๆคือตัวหนังไม่เป็นเหมือนอย่างที่คิด

การเดินเรื่องก็ค่อนข้างจะเรื่อยมาเรียงๆถ้าให้พูดตรงๆเลยเป็นบทยังไม่แน่นมากนักครับผม แต่ยังดีที่ได้เรื่องแสดงระดับเทวดาๆของ Jenkins มาช่วยไว้ รายนี้นี่ต้องสารภาพเลยว่าแสดงหนังได้ดิบได้ดีมากมาย บทสแตนลี่ย์ของเขานั้นมีความสลับซับซ้อนพอสมควรเลยนะครับ แล้วก็ Jenkins

ก็สามารถถ่ายทอดอากัปกิริยาแล้วก็ความรู้สึกของตัวละครนี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยยิ่งไปกว่านั้นในซีนสุดท้ายครับผม คือเล่นได้ดีมากมายๆดีจนกระทั่งเกินหน้าเกินตาตัวหนังเลยก็ว่าได้ รวมทั้งเขานี่แหละนะครับที่เป็นพลังสำคัญที่ทำให้ผมยินดีดูหนังไปจนถึงจบ… จริงๆการได้มองเขาเล่นนี่ก็ถือว่าคุ้มอยู่นะส่วน McGhie

ก็จัดว่าเล่นดีเหมือนกันครับ เพียงในด้านบารมีแล้ว Jenkins จะมากกว่าหน่อย แต่ว่าก็จำต้องเห็นด้วยว่าเขาเก่งล่ะนะครับถึงสามารถเล่นตามติด Jenkins ได้ และก็รายนี้ก็แสดงได้ดีมากมายๆในซีนด้านหลังๆแบบเดียวกัน (สักครู่ผมว่าอีกทีตอนสปอยล์ครับ) โดยเหตุนั้นถ้าเกิดเอ๋ยถึงดาราแล้ว ผมว่าทีมงานเลือกมาดีครับ

เว้นแต่ 2 คนนี้ก็ยังมี Ed O’Neill มาแสดงเป็นเดลเพื่อนของสแตนลี่ย์ รายนี้บทไม่มากมาย แต่ก็ถือว่าแสดงได้ดิบได้ดีทุกครั้งที่โผล่หน้ามาพูดได้ว่าหนังประเด็นนี้ศิลปินดีขอรับ ตอนที่บทยังดีได้อีก ซึ่งประเด็นนี้ก็ควบคุมรวมทั้งเขียนบทโดย Andrew Cohn ที่มากำกับหนังใหญ่ประเด็นนี้เป็นเรื่องแรกครับผม (ก่อนหน้านั้นเขาจะกำกับสารคดีเป็นหลัก)

อะไรหลายๆอย่างเลยอาจยังไม่ลงล็อกนักขอรับ ไม่ว่าจะเรื่องบทแท้จริงๆก็ไม่เลวนะ แม้กระนั้นอย่างที่บอกครับผมว่ามันยังน่าดึงดูดได้อีก หรือการดำเนินเรื่องที่จริงๆหนังเดินเรื่องอย่างมีข้อความสำคัญนะ แต่ละฉากที่ดำเนินไปมันจะแสดงให้เราเห็นถึงนิสัยใจคอของผู้แสดง เพียงแค่การเล่าสถานะการณ์เหล่านั้นมันยังไม่ถูกใจเยอะแค่ไหน คือดาราน่ะเล่นดีครับผม แต่การเดินเรื่อง การเล่าเรื่องมันออกจะเรื่อยไม่ค่อยขับย้ำสถานการณ์ให้เชื้อเชิญติดตามสักเท่าไร

ถ้าถามคำถามว่าผมรู้สึกอย่างไรกับหนัง

ก็บอกได้ว่าผมชอบนักแสดงนะครับ และผมถูกใจแก่นแกนหลักที่หนังปรารถนานำเสนอ (อันก่อให้เกิดผลสรุปในตอนท้าย) เพียงกลางทางมันยังน่าสนใจได้อีก บทสนทนายังมีอะไรได้อีก แล้วก็การดำเนินเรื่องยังทำให้น่าติดตามได้อีกน่ะครับของดีอีกอย่างในหนังคือดนตรีขอรับ ได้ผลสำเร็จงานของ Mark Orton

ชื่ออาจไม่คุ้นแม้กระนั้นเขาทำงานในวงการมา 20 ปีแล้วครับผม หนึ่งในผลงานที่น่าจดจำของเขาก็คือ Nebraska ของผู้กำกับ Alexander Payne ขอรับ สำหรับหัวข้อนี้ดนตรีนับว่ามีส่วนช่วยในหลายตอนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในซีนท้ายที่สุดอันคงจะเรียกว่าเป็นซีนไคลแม็กซ์ก็ได้ ซีนนั้นดนตรีได้อารมณ์แบบสุดๆ…

พอมานึกๆดูโทนดนตรีของ Orton ทำให้ระลึกถึงหนังของ Woody Allen เหมือนกันขอรับ ทำนองเพลงหลายแบบมาทางเดียวกัน เข้ากับหนังที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตคนที่มาในโทนแอบแฝงอารมณ์ขัน ก็แค่เรื่องนี้มิได้เน้น Jazz เพียงแค่นั้นมานั่งคิดๆดูก็คิดว่าหนังน่าสนใจเช่นเดียวกันครับผม

เพราะเหตุว่าหนังมีส่วนประกอบดีๆหลายประเภท The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย แต่ว่าตรงการเดินเรื่องกับบทยังไม่เข้าที่เข้าทาง หนังเลยยังไม่ถึงกับน่าดูมากมายๆหรือห้ามพลาดสุดๆสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกแบบชัดๆเลยเป็นผมออกจะรู้สึกเรื่อยกับเรื่องระหว่างทางของหนัง จนกระทั่งทีแรกๆก็แทบจะเฉยกับหนังอยู่แล้ว แม้กระนั้นยังดีที่หนังมาทำคะแนนไปพอควรในตอนสุดท้าย… ผมว่าผมต้องสปอยล์แล้วครับ ไม่งั้นคาใจ โดยเหตุนั้นใครไม่ได้อยากต้องการรู้ไม่ควรอ่านต่อครับผม

เมื่อหนังดำเนินเรื่องไปถึงจุดหนึ่งมันจะมีเหตุให้สแตนลี่ย์กับเจวอนรู้สึกไม่ดีต่อกันครับ

และก็ท้ายที่สุดก็เกิดเหตุขึ้น เป็นมีคนลักขโมยเงินในร้านค้าฟาสต์ฟู้ดรวมทั้งผู้ต้องสงสัยก็มีแค่ 2 คน ไม่สแตนลี่ย์ก็เจวอนนี่แหละ ซึ่งพวกเราๆเองมองไปก็เพียงพอรู้ครับผมว่าคนเอาไปคือสแตนลี่ย์นั่นแหละ แต่ว่าด้วยความที่สแตนลี่ย์ปฏิบัติงานมานาน คนในร้านค้าเลยหันไปสงสัยเจวอนมากยิ่งกว่าแล้วก็ท้ายที่สุดเจวอนเลยจะต้องไม่มีงานทำจากนั้นสแตนลี่ย์ก็ตั้งท่าจะไปเริ่มชีวิตใหม่นะครับ

แต่ว่าสุดท้ายแล้วรถยนต์ที่ซื้อไว้เพื่อเริ่มชีวิตใหม่ก็ดันเสียซะ ท้ายที่สุดเขาเลยจะต้องคอตกกลับมาอยู่เมืองเดิม แม้กระนั้นเนื่องด้วยไม่มีบ้านแล้วเขาเลยจำต้องไปอยู่บ้านพักสำหรับผู้ไร้บ้านแทน และก็จะต้องไปพบงานทำซึ่งงานที่ทำก็คืองานร้านค้าฟาสต์ฟู้ดเหมือนเดิมนะครับ เพียงแต่เขาไปทำที่ใหม่

ไม่ได้มาทำที่เดิมเพียงเท่านั้นส่วนเจวอนพอเพียงว่างงานแล้วเขาก็เป๋ๆอยู่พักหนึ่ง จนกว่าแฟนของเขาบอกแบบตรงๆว่าอาจไม่กลับมาคบกับเจวอนอีก แม้กระนั้นจะขอให้เขาช่วยมองลูกบ้างเป็นครั้งคราว ต่อจากนั้นเขาก็ได้งานที่ห้องหนังสือนะครับ แล้วหนังก็ทำให้พวกเรามีความเห็นว่าจากเดิมที่เขาไม่ค่อยจะเอาจริงเอาจังสำหรับเพื่อการทำงานนัก

มาเวลานี้หลังผ่านเรื่องอะไรๆหลายแบบเขาก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มตั้งตัว เริ่มทำความเข้าใจที่จะเป็นผู้ใหญ่ เขาเพียรพยายามดูแลลูกให้ดีเท่าที่จะทำได้ มานะหาหนังสือมาให้ลูกอ่านอะไรทำนองนี้ ว่านอนสอนง่ายๆคือความรับผิดชอบของเขาเริ่มจะมากขึ้นนะครับแล้วต่อนี้ไปในส่วนท้ายระหว่างที่เจวอนนั่งอ่านหนังสือให้ลูกฟังอยู่บนรถเมล์ ก็พอดิบพอดีที่สแตนลี่ย์ก้าวขึ้นมาบนรถยนต์คันเดียวกันนั้น ต่อไปนี้พอสแตนลี่ย์มองเห็นเจวอน และก็เจวอนหันมามองตาสแตนลี่ย์ สแตนลี่ย์ก็ออกอาการครับว่าเขาไม่กล้าเผชิญหน้าเจวอน และก็มานะลงที่ป้ายถัดไป…

เมื่อสแตนลี่ย์ลงจากรถยนต์แล้ว

เขายังหันไปมองดูเจวอนอยู่จนกระทั่งรถยนต์ลับตาไป สีหน้าของสแตนลี่ย์ก็เริ่มซีดเผือด มันสื่อถึงความกลัวระคนจิตสำนึกผิดบางประการ ในดวงตาเริ่มมีน้ำตาระรื่นขึ้นมา ก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินไปบนถนนหนทางที่ไร้ผู้คน… หนังสรุปเรื่องราวของสแตนลี่ย์ไว้ที่ตรงนี้ตอนแรกผมนึกว่าหนังจะจบแต่ว่ากลายเป็นว่าฉากต่อมาเราจะได้เห็นเจวอนนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในห้องสมุด

พวกเราจะได้เห็นเขาเริ่มพิมพ์บทความ ซึ่งก่อนหน้านี้หนังได้เกริ่นไว้คร่าวๆว่าเขาเคยเขียนเนื้อหาบทความลงหนังสือพิมพ์สถานศึกษามาก่อนครับแล้วก็ยังเขียนเจริญอีกด้วย… ฉากนี้ก็สื่อให้มองเห็นครับผมว่าเจวอนกำลังเริ่มตั้งตัวชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งคราวนี้เขาดูเหมือนจะเอาจริงนี่แหละนะครับฉากสรุปที่ผมว่าเข้าท่านะ รวมทั้งมันยังมีผลให้ผมโอเคกับหนังมากขึ้นด้วยเพราะเหตุว่ามันมีข้อความสำคัญที่มีแทรกอยู่อย่างเหมาะสม

สิ่งหนึ่งที่หนังเบาๆบอกกับเรามาตลอดทั้งเรื่องก็คือ

สแตนลี่ย์นั้นภายนอกดูเป็นคนเอาการเอางานและน่าสมาคมคนหนึ่ง แต่ลึกๆแล้วเขาเป็นคนที่มีความลังเลใจ มีความไม่กล้า และเป็นผู้ที่ถูกใจหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองมาบอกตัวเองว่า “อันนั้นพวกเราไม่ต้องไปทำหรอก” อย่างเช่น ที่จริงแล้วเขาเคยอยู่ในเหตุที่ชายผิวดำคนหนึ่งถูกรุมจนตาย แต่ว่าเขาไม่กล้าไปเป็นผู้เห็นเหตุการณ์

เขาพร่ำบอกตนเองว่าไม่ต้องทำแบบนั้นหรอก แล้วข้ออ้างเหล่านั้นก็รั้งเขาเอาไว้จนกระทั่งเขามิได้ทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะควรจะหรือจนกระทั่งในชีวิตของเขาก็ตาม อย่างการที่เขาวางแผนไว้ดิบดีว่าจะดูแลแม่หลังออกจากงาน แต่พอเพียงเอาเข้าจริงแค่เพียงรถยนต์ที่ซื้อมากำเนิดพัง เขาก็พร้อมจะเลิกแผนดูแลแม่

แล้วหันกลับมาใช้ชีวิตดังเดิม ปฏิบัติงานอาชีพเดิม (กลับมาใช้ชีวิตอยู่ใน Comfort Zone เดิม เพียงย้ายที่ใหม่) เป็นอีกครั้งที่ข้ออ้างทำให้เขาไม่ต้องทำสิ่งที่เขาวางแผนไว้ว่าจะทำแล้วก็ถ้าเกิดพินิจพิเคราะห์ดีๆการที่สแตนลี่ย์ดำเนินการที่เดิมมา 38 ปี ในแง่หนึ่งก็เหมือนเขาจะเป็นคนซื่อสัตย์ขยันดำเนินงานและอยู่แบบพอมีพอกิน

แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วเขาเลือกที่จะดำเนินงานนั้นโดยไม่ขยับขยายไปไหนด้วยสารพันคำกล่าวอ้างที่ฉุดรั้งเขาไว้ให้ดำเนินงานตรงนี้ไปเรื่อย… เขาไม่กล้าที่จะก้าวออกไปพบเจอกับใดๆก็ตามที่เขาไม่คุ้นเคย… แล้วก็เชื่อได้ว่าการที่เขาตัดสินใจยักยอกทรัพย์ในร้านก็คงจะเนื่องจากเขามีข้อแก้ตัวที่มากพอที่จะก่อให้ตัวเองตัดสินใจทำลงไปอย่างนั้นโดยเหตุนี้ในฉากท้ายที่สุด เราจึงได้เห็นสแตนลี่ย์พูดไม่ออกบอกผิดเมื่อเขาจะต้องเผชิญหน้ากับเจวอน The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย ผู้ที่เขาทำให้จำเป็นต้องไม่มีงานทำ แล้วเขาก็ตาลีตาลานลงจากรถอย่างเร็วที่สุดเพื่อหนีให้พ้นจากการเผชิญหน้านั้น…

สแตนลี่ย์เป็นเสมือนคนอีกเพียบเลยในโลก ที่ “ที่ทางของชีวิตตน” เบาๆลดลง

ไม่ว่าจะต่ำลงเนื่องจากข้ออ้างที่จำกัดชายแดนชีวิตตนให้เล็กลงวันแล้ววันเล่าๆ(โน่นก็ไม่ทำ นี่ก็ไม่ทำ ทั้งๆที่หากทำรวมทั้งจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ชีวิตตน) หรือไม่พื้นที่ก็น้อยลงเพราะเหตุว่าการตัดสินใจทำในสิ่งที่ผิดจะต้อง ทำในสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ จนกระทั่งท้ายที่สุดความผิดที่ก่อไว้ก็แปลงเป็นเครื่องจองจำให้คนผู้นั้นไม่กล้าออกไปไหน กลัวจะไปเจอโจทก์เก่าที่เขาหรือเธอเคยทำผิดเอาไว้

จุดที่น่าสนใจคือจริงๆในตอนแรกน่ะผู้ที่ “ไม่มีที่ทาง”

เป็นตัวเจวอนครับ เขาเพิ่งออกมาจากเรือนจำมา ใครๆก็ไม่ไว้ใจเขา ขนาดคนที่อาศัยอยู่ภายในครอบครัวยังตั้งปัญหาใส่ แต่ว่าในที่สุดเขาก็เลือกที่จะทำแม้กระนั้นสิ่งที่ถูก เลิกทำสิ่งที่ไม่ถูก ถึงแม้ในขณะที่หนังจบเราอาจไม่รู้ว่าชีวิตของเจวอนจะเป็นอย่างไรต่อไป แม้กระนั้นเราก็เริ่มเห็นแววดีในตัวเด็กวัยหนุ่มคนนี้บ้างแล้ว…

ในทางหนึ่งสิ่งที่ส่งเสริมเจวอนในช่วงท้าย ส่วนหนึ่งส่วนใดอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะเขาเห็นอาการที่ชวนให้สังเวชใจของสแตนลี่ย์ก็เป็นไปได้ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ประพฤติตน อย่างเขาว่านั่นล่ะขอรับก็น่าดึงดูดดีนะครับ ถึงแม้ตัวหนังจะมิได้เป็นเหมือนอย่างที่คิด แล้วก็ตัวหนังบางทีอาจจะมิได้ดีมากมายอะไร

แต่ว่าขั้นต่ำหนังก็มาพร้อมตอนจบที่เชิญให้คิด ไม่แน่ว่าภายหลังจากดูหนังเรื่องนี้แล้ว ในภายหน้าถ้าเราคิดจะทำอะไรที่ไม่ถูกจำต้อง เราบางทีก็อาจจะคิดถึงภาพของสแตนลี่ย์ยามตาลีตาลานไม่กล้าสู้หน้าคนขึ้นมาก็ได้โดยรวมแล้ว ตัวหนังจัดว่าเรื่อยๆครับ แม้จะมีส่วนประกอบที่ดีหลายแบบ แต่ความน่าดึงดูดใจของการดำเนินเรื่องยังไม่มากสักเท่าไรนัก แต่ยังดีขอรับที่ฉากในที่สุดทำออกมาได้ดิบได้ดี เลยทำให้ผมรู้สึกกับหนังประเด็นนี้ไปในทางบวกมากกว่าจะเป็นทางลบ

5 ข้อดีของการดูหนัง

การดูหนังไม่ว่าจะดูอยู่ที่บ้าน มองที่โรงภาพยนตร์ล้วนให้อรรถรสต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นระบบเสียง ภาพชัดแจ๋วเรื่องพวกนี้ รวมทั้งได้สัมผัสความรู้สึกไปคนละอย่าง พวกเรามาดูจุดเด่นจากการดูหนัง

1.เพิ่มการรับรู้ให้กับตนเองการดูหนังที่จะทำให้พวกเรารับรู้เรื่องราวต่างๆที่ฉายออกมา ได้แก่หนังแนวการทำศึก ก็ทำให้เรารับทราบถึงวิธีการการทหาร หนังแนวสอบสวนก็จะมีผลให้ทราบว่าสิ่งที่พวกเราเดาก็มิได้เป็นสิ่งที่พวกเราคิดเสมอไป แบบงี้ฯลฯ

2.ได้รับประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นหนังบางเรื่องก็สร้างความระทึกใจให้กับผู้คนเป็นอย่างยิ่ง อาจตื่นเต้นมากกว่าการออกไปท่องเที่ยวซะอีก และนี่ก็นับว่าเป็นวิถีทางหนึ่งที่ทำให้เราสัมผัสความระทึกใจได้อย่างน่าประทับใจ ถ้าหากเราใคร่รู้ ก็ลองดูหนังให้มากมายๆสิ

3.ระงับความเครียดคุณประโยชน์ที่ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นลำดับที่หนึ่งก็คือ การดูหนังสามารถเอาชนะความตึงเครียดของพวกเราได้ ไม่ว่าจะเป็นหนังจำพวกก็ตาม ซึ่งหนังจะช่วยให้เราฝักใฝ่กับการดูหนังและลืมเรื่องความตึงเครียดต่างๆไปได้ เนื่องจากหนังจะมีผลให้พวกเราติดตามเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ จนกระทั่งทำให้พวกเราลืมไปแล้วว่าความเครียดหายไปไหน

4.ช่วยฆ่าเวลาอันนี้นับว่าเป็นผลดีที่ใครๆเห็นว่าเป็นอันดับแรกๆแน่ๆ ถ้าเกิดพวกเราไม่มีอะไรทำ ก็หาหนังอะไรมาดูก็ได้ ไปดูหนังตามโรงภาพยนตร์ได้ ใช้เวลาให้มีประโยชน์ ด้วยเหตุว่าหนังมันก็ช่วยเรื่องอย่างที่ว่าไปชั้นก่อนหน้านี้แล้ว

5.ไดรับแรงดลใจหนังบางเรื่องโดยเฉพาะหนังชีวิตหรือหนังที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริง เป็นสิ่งที่กระตุ้นจิตใจให้ผู้คนหันมายืนขึ้นสู้ชีวิตของตนเองได้มากขึ้น รวมทั้งให้แง่คิดอะไรดีๆอะไรหลายประเภท เปลี่ยนแปลงทัศนคติของพวกเราต่างไปจากเดิม บางโอกาสก็อาจจะเป็นผลให้ชีวิตเราแปรไปก็ได้

ดูหนังที่บ้าน VS. ดูหนังที่โรง

แบบไหนดีกว่ากันดูสบายๆที่บ้าน กับดูแบบสาแก่ใจที่โรงภาพยนตร์ แบบไหนที่เพื่อนฝูงๆจะถูกใจเยอะที่สุดภายหลังจากตอนปลดล็อก COVID-19 แล้วการเกิดหนึ่งที่แปรไปอย่างมากก็คือคนเข้าโรงหนังลดน้อยลง ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่เป็นทั้งโลก อาจเกิดจากมาตรการความปลอดภัยและก็สะอาด The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย หรือเป็นการกระทำผู้ที่เปลี่ยนไปจากการ Work From Home นอนมอง Streaming อยู่ที่บ้าน พวกเรามาเปรียบเทียบให้ดูกันว่า ดูหนังที่บ้านและก็ดูหนังที่โรงมีคุณลักษณะเด่นไม่เหมือนกันอย่างไรบ้าง

1.ระบบเสียงรวมทั้งภาพดูหนังที่บ้าน :

ถึงแม้ในขณะนี้ระบบโฮมเธียเตอร์ในบ้านที่ปรับปรุงไม่ว่าจะเป็นแบบภาพความแหลมคมชัดระดับ 4K หรือ ระบบเสียงระดับหูเทวดา ขนิดที่ว่าเปรียบเทียบได้กับโรงหนัง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอีกว่ามันจะทำงานอย่างเต็มความสามารถก็ต่อเมื่อมันอยู่ในขนาดพื้นที่ที่ภูมิฐานรวมทั้งสมควรราวกับคุณมีโรงหนังส่วนตัว

ถ้าหากคุณอยู่ในเขตพื้นที่จำกัดแบบในคอนโดหรือห้องแถว อาจจะไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มสมรรถนะนักดูหนังที่โรง : แน่นอนว่าเราจะได้พบกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่อัพเดตอยู่ตลอดเวลาก่อนที่มันจะถูกปรับใช้ให้ไปอยู่ในบ้านของคุณ และก็ด้วยสถานที่ปิด มีระบบระเบียบเก็บเสียงที่ดี ทำให้เสียงดำเนินการอย่างเต็มคุณภาพที่สุดของมัน หรือหนังบางประเภทที่ถูกทำขึ้นเพื่อฉายในระบบฟิล์มภาพยนตร์ก็จะได้อารมณ์ที่เหมาะสมที่สุดหากคุณรับดูในโรง หรือภาพยนตร์แบบอย่าง3มิติ เนื่องจากว่าหนังบางเรื่องถูกวางแบบเพื่อให้เราเปิดประสบการณ์บันเทิงในโรงหนังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

2.ความสะดวกเรื่องเวลาดูหนังที่บ้าน :

เมื่อพวกเราดูที่บ้านมันเป็นสิ่งที่เรากำหนดได้ว่าอยากจะดูเวลาใด มองสถานที่ไหน หรือดูกับใครก็ได้ จะเอาไอแพดไปนอนชิลๆนั่งอ่างอาบน้ำก็สามารถทำเป็น จะกดหยุดเพื่อเข้าส้วมก็สามารถทำเป็น เพียงอาจจะจำเป็นต้องรอถ้าเกิดเป็นภาพยนตร์ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ อีกระยะเวลหนึ่งพวกเราถึงจะได้ชมในแบบบลูเรย์หรือสตรีมมิ่ง (พวกเราไม่สนับสนุนให้ดูหนังซูมชนโรง)

ฉะนั้นบางทีอาจต้องรอเวลาอีกหน่อยทำให้พวกเราจำต้องหลบสปอยล์อีกนิด แต่ข้างหลังๆก็มีภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ถูกสร้างเพื่อออกฉายทางสตรีมมิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาทดแทนเช่นกันดูหนังที่โรง : แน่ๆว่าเราได้ชมภาพยนตร์ก่อนผู้ใดกันหากไปดูในโรง แม้กระนั้นก็จะมีเวลามีรอบกำหนดแน่ชัด

พวกเราต้องบริหารจัดการตนเองให้สามารถไปดูในรอบดังที่กล่าวถึงมาแล้ว และก็เมื่อเราจะเข้าไปชมในโรงก็ยังต้องเจอกับประชาสัมพันธ์อีกเป็นจำนวนมาก แต่ข้อดีก็คือเราก็อาจจะได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์ใหม่ๆที่น่าดึงดูด แม้กระนั้นเพียงพอชมร่วมกับคนอื่นๆถ้าหากว่าเกิดเหตุฉุกเฉินเป็นต้นว่า เจ็บท้องไปห้องน้ำพวกเราก็ไม่อาจจะกด Pause ให้หยุดเพ่อจะมาดูต่อได้ บางครั้งบางคราวก็ทำให้พวกเราพลาดฉากหลักๆเช่นกัน

3.ราคาที่จำเป็นต้องจ่ายดูหนังที่บ้าน :

ระบบสตรีมมิ่งส่วนมากมีค่าบอกรับสมาชิกทุกเดือนที่เราจำต้องจ่าย นั่นแปลว่าเมื่อเราจ่ายแล้วในเดือนนั้นเราจะดุกี่เรื่องก็ได้ จะดูซ้ำก็ทำเป็น แต่จุดอ่อนก็มีเช่นกันเป็น แม้ช่วงนี้เราจะงานยุ่งเรียนหนักจนพวกเราจะยุ่งดูยังไง พวกเราก็ยังจำเป็นต้องจ่ายอยู่ดีดูหนังที่โรง : ดูเมื่อไหร่จ่ายเมื่อนั้น

ไม่ว่างไปดูก็ไม่ต้องจ่าย มีโปรโมชั่นที่โรงภาพยนต์จัดในแต่ละช่วงอีกด้วย แต่ราคาโดยรวมก็จัดว่าสูงขึ้นยิ่งกว่าการสมัครสตรีมมิ่งอยู่ดีเลือกแบบไหน ชอบแบบไหนเอาจากที่ใจรักรวมทั้งสะดวก หรือบางครั้งบางคราวเราสามารถรับประสบการณ์ทั้งคู่อย่างก็ได้เพื่อความสุนทรีย์ของชีวิตในเวลาพักผ่อน

สตรีมมิ่งภาพยนตร์ VS โรงหนัง

เมื่อเทคโนโลยีในปัจจุบันมันอำนวยความสะดวกให้ผู้คนในยุคนี้มากมายอย่างมาก เกือบจะเรียกได้ว่าถ้าหากหายใจแทนได้ก็อาจจะทำไปแล้ว ทุกกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวันของคุณเกือบจะมีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมช่วยให้พวกเราสะดวกสบายเยอะขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันก็ถือเป็นผลดีกับคนภายในยุคปัจจุบัน

คุณไม่จำเป็นที่ต้องเดินออกมาจากบ้านก็สามารถที่จะจัดแจงกับกิจกรรมนอกบ้านของคุณได้โดยใช้แค่ปลายนิ้วสัมผัสลงบนหน้าจอสมาร์ทดีไวซ์ของคุณเพียงแค่นั้น แม้แต่ในช่วงวันหยุดของคุณ ถ้าเกิดคุณต้องการจะออกไปพักหาหนังมองสักเรื่อง ปัจจุบันนี้แทบจะไม่จำเป็นแล้วที่คุณจำเป็นที่จะต้องขับขี่รถออกมาจากบ้านเพื่อไปถึงโรงภาพยนตร์

เมื่อมีสตรีมมิ่งภาพยนตร์จากหลายแบรนด์มาเสิร์ฟหนังให้ท่านดูถึงยังหน้าบ้าน อยากดูหนังเรื่องไหน แนวไหน ซีรีย์อะไร แทบจะมีทุกแบบให้คนชอบดูหนังเลือกรับชมตามความอยากได้ แม้กระนั้นการดูหนังจากสตรีมมิ่งมันมีดีมากมายขนาดนั้นใช่หรือ ? หากมันดีจังทำไมยังมีผู้ชมเลือกที่จะเข้าไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ ?

สตรีมมิ่งภาพยนตร์

เป็นการดูหนังผ่านแอปพลิเคชันหรือผ่านทางเว็บไซต์ โดยก็ต้องกระทำการสมัครเป็นสมาชิก และก็ชำระเงินเป็นรายเดือนเพื่อรับชมภาพยนตร์ ซึ่งก็แพงนาๆประการตามความจำกัดสำหรับเพื่อการรับดูภาพยนตร์ สุดแต่ความพึงพอใจของผู้ชมว่าอยากจะจ่ายราคาไหนเพื่อมองอะไรบ้าง

ทางสตรีมมิ่งเขาก็จะมีเนื้อหากำหนดไว้ให้ The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย ผู้ชมจะได้รับความสะดวกสบาย เนื่องจากว่าสามารถมองได้ที่บ้านหรือไหนก็ได้ โดยในตอนนี้สตรีมมิ่งภาพยนตร์ที่เป็นที่ชื่นชอบของคอหนังอย่างเราก็คงเป็น Netflix, Iflix, Hollywood HD ประมาณนี้ ซึ่งภาพยนตร์บางเรื่องเพิ่งเข้าฉายในโรงหนัง

เผลอแปปเดียวมีในดูในสตรีมมิ่งพวกนี้ละ รวมทั้งสตรีมมิ่งภาพยนตร์บางแบรนด์ถึงกับยอมลงทุนสร้างหนังเป็นของตนเอง เป็นการดึงกลุ่มของผู้คนมองใหม่ๆที่อยากลองดูหนังของทางสตรีมมิ่ง ก็จะต้องยอมลงทะเบียนเป็นสมาชิกแล้วก็จ่ายค่าทุกเดือนให้กับสตรีมิ่ง ซึ่งตอนนี้ก็มีหนังที่สร้างขึ้นมาจากแบรนด์สตรีมมิ่งภาพยนตร์หลายเรื่อง

บางเรื่องจำเป็นต้องบอกเลยว่าหนังสนุกสนานแล้วก็ใช้ทุนสร้างที่สูงมากแต่งานที่ออกมากลับสูงขึ้นมากยิ่งกว่า กระแสตอบรับจากผู้ที่ชมแล้วบางเรื่องดีมากยิ่งกว่าหนังบางเรื่องที่ได้ฉายในโรงอีก พูดได้ว่าแข่งกับหนังที่สร้างมาจากค่ายหนังใหญ่ๆได้เลย ยิ่งมีหนังที่มีคุณภาพเป็นของตัวเองยิ่งสร้างข้อดีให้กับแบรนด์

ถึงตรงนี้จริงๆมันควรจะสรุปได้เลยว่าสตรีมมิ่งภาพยนตร์เป็นสวรรค์ชั้น 7 ของคนชอบดูหนัง เสิร์ฟการดูหนังให้กับผู้ที่ต้องการจะดูภาพยนตร์ได้ถึงที่หน้าบ้าน ไม่ต้องจองตั๋วไม่ต้องออกไปพบเจอกับรถติด ไม่ต้องแม้แต่กระทั่งจะกลั้นปวดต่างๆในช่วงเวลาที่หนังกำลังฉายอยู่ อยากดูตอนไหนก็มอง อยากกดหยุดเมื่อใดก็ได้ เป็นเรียกได้ว่าเอาที่ตามความสะดวกของท่านผู้ชมเลย จะมองกันทั้งยังครอบครัวแบบอบอุ่นกันภายในบ้าน หรือจะดูกะคนรักกันสองต่อสองก็ได้ความสำราญในแบบการดูหนังผ่านสตรีมมิ่ง

แม้กระนั้นถ้าหากกล่าวกันในมุมสายคอหนังแล้ว

สตรีมมิ่งภาพยนตร์มันก็มีจุดอ่อนอยู่เช่นกัน โน่นเป็นเรื่องของอารมณ์สำหรับการดูหนังที่ไม่เหมือนกับการไปดูหนังในโรงภาพยนตร์นั่นเอง ถึงการดูหนังอยู่บ้านบางครั้งอาจจะสะดวก แต่ดูหนังอยู่บ้านก็คือดูหนังอยู่บ้าน อรรถรสที่น่าจะได้จากการดูหนังมันก็ไม่เท่าดูในโรงภาพยนตร์และก็หนังบางเรื่องก็ไม่มีฉายในสตรีมมิ่ง

สำหรับคนที่คลั่งการดูหนังส่วนมากออกมากล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การดูหนังในสตรีมมิ่งอยู่ที่บ้านมันสบาย อดออมค่าเดินทาง ไม่ต้องเสียเวล่ำเวลาออกไป แต่ว่าในที่สุดแล้วอรรถรสของการดูภาพยนตร์ที่จริงจริงเป็นการเข้าไปนั่งในโรงภาพยนตร์แล้วรับดูภาพยนตร์ผ่านหน้าจอที่มีขนาดใหญ่

เสียงที่มีคุณภาพทั้งยังในด้านความดัง ความก้องกังวาน และความละเอียดของเสียง กลิ่นของป๊อปคอร์นหน้าโรงภาพยนตร์ก็นับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ได้กลิ่นเมื่อไร ให้ความรู้ความเข้าใจสึกดีต่อพวกคอหนังอย่างยิ่ง ทำให้อยากที่จะซื้อตั๋ว ซื้อป๊อปคอร์นแล้วเดินเข้าโรงหนังเดี๋ยวนั้นเลย อีกอย่างเป็นหนังส่วนใหญ่ในโรงหนังก็ตอบโจทย์ผู้ชมมากกว่าในสตรีมมิ่ง

คู่ต่อสู้ของสตรีมมิ่งที่เป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์ใหญ่ๆเค้าก็ให้สิทธิ์หนังของเขาฉายในโรงภาพยนตร์ก่อน บางเรื่องถึงกับมีรอบสื่อที่ให้โอกาสให้แฟนหนังมีสิทธิ์ได้ดูหนังก่อนผู้ใด คนชอบดูหนังโดยมากก็ยอมจ่ายค่าตั๋วแม้จะแพงมากแค่ไหน เพื่อได้ดูหนังที่ชอบพอเร็วที่สุด เพราะในสตรีมมิ่งหนังบางเรื่องมันก็มาออกจะช้า

คนชอบดูหนังก็ทนรอดูไม่ไหว และก็คอหนังโดยมากก็อยากจะเสพการชมภาพยนตร์ให้ได้อรรถรสสูงที่สุด ยิ่งถ้าหากเป็นภาพยนตร์ที่เค้าชื่นชอบจำเป็นต้องหมดเท่าไรก็เสมอกัน ยกตัวอย่างกล้วยๆหากต้องดูหนังเรื่อง Avengers: Infinity War ระหว่างดูในจอทีวีกับมองบนหน้าจอใหญ่ๆในโรงหนังเสียงก้องกังวาน

มองเห็นโล่ใหม่ของกัปตันอเมริกาแบบเต็มตา มองเห็นชุดใหม่ของสไปเดอร์แมนแบบสาแก่ใจ ความรู้สึกแบบนี้มันหาจากการดูหนังที่บ้านไม่ได้ ทั้งยังการดูหนังในโรงหนังมีหลายระบบฉายให้ผู้ชมเลือกได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 4DX ที่มีการเล่นกับสัมผัสต่างๆมีทั้งลมพัด เบาะทีนั่งพวกเรานั่งขยับเขยื้อน

เหมือนกับผู้ชมเข้าไปอยู่ในหนังจริงๆหรือจะเป็นระบบ IMAX ที่ขนาดสัดส่วนของภาพจะกว้างขึ้นมากกว่าระบบฉายธรรมดา เสียงที่คุณภาพดีกว่า แล้วเวลานี้โรงภาพยนตร์เริ่มจะหาทางดูดเงินออกจากกระเป๋าเงินเรามากเพิ่มขึ้น ด้วยแนวทางการทำพวกของฝากจากหนังแล้วก็เซ็ตป๊อบคอร์นจากหนังซึ่งมันก็โดนใจคอหนังที่ถูกใจสะสมของที่ระลึกจากหนัง

จริงๆมันก็มีสั่งพรีออเดอร์จากโรงภาพยนต์ตามหนทางเว็บไซต์ของโรงหนังก็สามารถจะสั่งสินค้าที่ระลึกได้ แม้กระนั้นจำนวนมากก็ซื้อจากหน้าโรงภาพยนต์แล้วเดินเข้าไปดูหนัง คือเป็นอะไรที่โคตรหรูเวลาเดินถือเข้าไปอ่ะ ซึ่งสิ่งกลุ่มนี้สตรีมมิ่งไม่อาจจะเอามาเสิร์ฟให้เราถึงที่บ้านได้และสำหรับผู้ที่มีรสนิยมชอบเสพหนังในโรง สตรีมมิ่งก็เป็นทางเลือกอีกทางในการดูหนังเท่านั้น

อย่างไรก็ดีมันก็เป็นอารมณ์ และก็สไตล์ของกรุ๊ปผู้ชมที่ถูกใจดูหนังที่นาๆประการ

สตรีมมิ่งภาพยนตร์เป็นลู่ทางที่โคตรดีให้กับคนที่ถูกใจดูหนัง แต่ว่าไม่ได้มีความหมายว่าพอเพียงมีสตรีมมิ่งภาพยนตร์แล้วคนจะหันหน้าหนีไปจากโรงภาพยนตร์ จุดเด่น ข้อเสียมันก็มีนาๆประการ The Last Shift (2020) ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย สุดแต่ความรู้สึกและไลฟ์สไตล์การเสพภาพยนตร์ของแต่ละคนมากกว่า ไม่ว่าคุณจะดูหนังผ่านสตรีมมิ่งภาพยนตร์

หรือไปดูที่โรงภาพยนตร์มันก็ได้ดูหนังเหมือนกัน แค่เรื่องของความรู้สึกมันได้ไม่เหมือนกัน ผมก็เป็นคนอีกคนหนึ่งที่ถูกใจดูหนังผ่านสตรีมมิ่ง แม้กระนั้นก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าบางคราวดูหนังในสตรีมมิ่งแล้วอารมณ์ความรู้สึกมันไม่อินเท่าไปนั่งมองในโรงหนัง ด้วยเหตุนี้เรื่องความสบายสำหรับการรับดูหนังอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ตอบปัญหาสำหรับผู้ที่ถูกใจดูหนังทุกคนก็ได้

ถ้าเกิดจำเป็นต้องออกไปดูหนังถึงโรงหนังแล้วมันรู้เรื่องรู้สึกสำหรับเพื่อการดูภาพยนตร์ที่ดีมากยิ่งกว่าได้รับความสุขที่มากกว่า ค่าตั๋วจะแพงขนาดไหน การเดินทางจะยุ่งยากรถติดอย่างไร มันก็โคตรคุ้มที่ออกไปดู อีกอย่างที่สำคัญที่สุดการรับชมภาพยนตร์จากสตรีมมิ่งหรือโรงหนังเป็นการดูหนังที่ถูกลิขสิทธิ์ เราได้ช่วยเหลือคนทำหนังอย่างเต็มเปี่ยม และก็ได้รับดูภาพยนตร์อย่างเต็มคุณภาพ

กลับสู่หน้าหลัก



Tags : The Last Shift The Last Shift ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย ภารกิจเปลี่ยนมือกะสุดท้าย

หนังที่เกี่ยวข้อง

  • หมวดหมู่

  • เรื่องล่าสุด


  • ดูหนังออนไลน์ ดูหนังใหม่ชนโรงฟรี HD

    หนังใหม่ เต็มเรื่อง หนังมาสเตอร์ ดูหนัง FullHD หนังHD หนัง2022 หนัง2021 หนังฝรั่ง หนังเกาหลี ดูหนังออนไลน์ หนังออนไลน์ หนังใหม่อัพเดทล่าสุด หนังปีล่าสุด หนังซีรี่ย์ หนังการ์ตูน หนังตลก หนังบู๊ หนังต่อสู้ หนังfantasy หนังบู๊ หนังมายากล หนังผี หนังรัก หนังเต็มเรื่อง ดูหนังมากมายมีมากกว่าพันเรื่อง ดูหนังฟรีไม่กระตุก

    อ่านต่อ

    ดูหนังออนไลน์ หนังไม่กระตุก หนังเต็มเรื่อง ดูหนังฟรีระดับโรงภาพยนตร์นำมาฉายเอง มีหนังมากกว่าหนึ่งแสนเรื่อง ดูหนังฟรีไม่จำกัด ดูหนังได้ง่ายที่บ้าน ไม่กระตุก ดูหนังออนไลน์ง่ายๆ ดูหนังผ่านมือถือ ดูหนังฟรีไม่รายจ่าย ดูหนังระดับพรีเมี่ยมฟรี